วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

รายการธรรมะโดยหลวงปู่



รายการแสดงธรรมของหลวงปู่พุทธะอิสระตามสื่อต่างๆ ..

รายการ "วิถีธรรม วิถีไทย" ททบ 5 เวลา 05:00 – 05:30 ทุก วันศุกร์

รายการธรรมะทาง ASTV ช่องเถ้าแก่ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.- 07.00 น. ทุกวัน

รายการอโรคยาศาลา ASTV ช่องเถ้าแก่ เวลา 06:00 – 07:00 ทุกวันศุกร์

รายการ "ประเด็นข่าวประเด็นธรรม" ASTV 1 เวลา 11:00 – 12:00 ทุกวันศุกร์

** รายการประเด็นข่าวประเด็นธรรม ดูย้อนหลังที่ http://www.manager.co.th/vdo/multi.swf **

รายการ "อาทิตย์สดใส" ททบ 5 เวลา 6.00-6.30 ทุกวันอาทิตย์

รายการวิทยุ "ธรรมะกับชีวิต" ทางสถานีวิทยุคลื่น 97.75 MHz เวลา 05.00-06.00 น. ทุกเช้าวันอังคาร
** หรือฟังสดทางอินเทอร์เน็ตทาง http://www.managerradio.com/
และ ฟังคลิปเสียงย้อนหลังได้ที่ http://www.managerradio.com/ โดยคลิกตรงหัวข้อธรรมะกับชีวิต มี clip เสียงของหลวงปู่ และพระท่านอื่นๆ ด้วย **

รายการวิทยุชุมชนวัดอ้อน้อย
http://www.onoi.org/index.php?option=com_content&view=article&id=174&Itemid=108
หรือ http://www.thairadioservice.com/port-flash/8182/CCCCFF/0000FF/10/0/1/1/1/

รายการธรรมะโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ




สร้างค่าในบ้าน

สร้างค่าในบ้าน


เด็กวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ให้ความนิยมยกย่องและให้ความสำคัญต่อสังคมข้างนอกมากกว่าสังคมในครอบครัว
จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีพ่อแม่หลายคนมาบ่นให้ฟังว่า เลี้ยงลูกเดี๋ยวนี้เลี้ยงยาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี บางคนถึงกันพาลูกมาให้ช่วยอบรมสั่งสอน ...เลยบอกเขาไปว่า
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า สัญลักษณ์ของคนดีคือความกตัญญู กตเวที รู้คุณ ตอบแทนคุณ ถ้าลูกไม่รู้บุญคุญพ่อแม่ แล้วไปรู้บุญคุณคนอื่นนั้น...ใช้ไม่ได้

ต้องสอนให้ลูกเข้าใจว่าหน้าที่ที่ลูกพึงมีต่อพ่อแม่คืออะไร เพราะเป็นหน้าที่พื้นฐานที่ต้องทำให้ได้ เพราะถ้าหน้าที่พื้นฐานยังทำไม่ได้ ถึงจะตะกายเข้าหาสังคมใด มันก็เป็นสังคมของคนไร้สาระ ไม่ใช่สังคมของคนที่สร้างสรรค์ผลงาน หรือสาระประโยชน์ของการมีชีวิต
ชีวิตคนจะมีค่า มันอยู่ที่ราคาของคนอื่นตี แล้วคนอื่นจะตีราคาให้ได้ ก็ต่อเมื่อคนนั้นมีค่าอะไรให้เขาเห็น
คนที่มีประโยชน์มีสาระ มีชีวิตที่ถูกต้อง มันต้องเริ่มจากสร้างค่าให้เกิดขึ้นในบ้าน แล้วนอกบ้านเขาจะยอมรับเอง แต่ถ้าไปอยู่ข้างนอกให้คนยกย่อง แต่ข้างในเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน วันหนึ่งเมื่อใครรู้เข้า ก็ไม่อยากคบ
การที่คิดแต่แคร์ความรู้สึกของคนนอกบ้าน แต่ไม่แคร์ความรู้สึกของคนในบ้าน อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนสมบูรณ์หรือ คนที่ทำร้ายทำลายครอบครัวของตัวเอง ไม่ให้เกียรติสถาบันครอบครัวของตนเอง คอยแต่จะเป็นมอดกัดกินเสาเรือน อย่างนี้จะถือว่าเป็นคนได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นพ่อแม่นี่สำคัญ เป็นผู้ให้ชีวิตให้ที่ซุกหัวนอน ให้อาหารการกิน ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ให้ความสุขสบาย เฝ้าดูแลยามลูกป่วยเจ็บ สารพัดที่พ่อแม่จะทำให้
แล้วทำไมบางคนให้ทุกอย่างแก่เพื่อนได้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า คนที่ให้ชีวิตตนนั้น จะต้องตอบแทนอะไรเขาบ้าง
อยากบอกว่า ถ้าทำอะไรให้กับคนอื่นได้เป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง ต้องทำให้พ่อแม่เราก่อนครั้งหนึ่ง ต้องคิดว่าพ่อแม่ได้อะไรจากเราบ้าง ความภาคภูมิยินดี ความอิ่มใจ ความสุขใจ เหล่านี้เคยให้กับพ่อแม่ไหม ถ้ายัง...รีบไปทำซะ แล้วเราจะได้ไม่เสียใจเมื่อคราใดที่เราเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกเราจะได้ไม่มาทำอย่างนี้กับเรา
คนกตัญญูรู้คุณคนน่ะ ใครรู้เข้าก็ชื่อหอมขจรขจาย แม้แต่เทวดาก็ยังรักษา ทำอะไรก็เจิรญรุ่งเรือง และพรอะไรในโลกที่ว่าวิเศษ ก็ไม่เท่าพรของพ่อแม่ พรพ่อแม่นี่ดีเลิศประเสริฐพร้อม ถือว่าเป็นยอดของพรทั้งปวงแล้ว
จากบทบรรณาธิการ วารสารธรรมลีลา เล่มที่ ๖๙

Book อาหารปรับธาตุ

อาหารปรับธาตุ


ดิน
ลักษณะผู้ที่มีธาตุดินมาก
จะมีสภาพร่างกาย แข็งแรงบึกบึน กล้ามเนื้อ และกระดูกต่างๆ จะแข็งแรง ผิวหนังจะค่อนข้างหยาบกระด้าง
พฤติกรรม
ชอบความโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง ค่อนข้างทระนง ถือตัว ชอบขันอาสารับภาระแก่ผู้อื่น ชอบทำตนเป็นผู้นำ
อารมณ์และนิสัย
มีความอดทน มั่นคง มีน้ำใจกว้างขวาง รู้จักวางตน ไม่ค่อยอ่อนไหวต่ออารมณ์ต่างๆ นัก มีความความกล้าหาญ

โรคที่มักจะเป็น
โรค ท้องผูก ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยปกติ ท้องอืดท้องเฟ้อ ความดันต่ำ ไขมันอุดตัน หินปูนเกาะกระดูก ปวดตามข้อ เส้นเลือดตีบ โรคหัวใจ ไต ชักกระตุก
อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารรสฝาด เชน กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วพู ใบบัวบก ผักกวางตุ้ง ยอดกระถิน ยอดมะม่วงหิมพานต์ รากบัว สะตอ หัวปลี อาหารเหล่านี้รับประทานได้ทุกวัน
- อาหารรสมัน เช่น กะทิ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง นม เนย เผือก ฟักทอง มัน แห้ว อาหารเหล่านี้ควรรับประทานพอประมาณ สัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง อย่าให้มากกว่านั้น จะเป็นโทษ
- อาหารรสหวาน เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก เงาะ แตงโม ฝรั่ง มังคุด มะม่วงสุก มะละกอ และน้ำผึ้ง นอกจากนี้รับประทานได้แต่นิดหน่อย
อาหาร ที่บำรุงธาตุได้ดี คือ น้ำนมข้าวผสมน้ำผึ้ง ใส่เกลือนิดหน่อย หรือไม่ก็น้ำข้าวกล้องข้นๆ ผสมน้ำผึ้งพอหวาน ใส่เกลือลงไปพอปะแล่มๆ รับประทานทุกเช้าตอนท้องว่าง แล้วจึงออกกำลังกาย สุดแต่สังขารอำนวย
ดูอย่างไรว่าตนมีธาตุดิน
- ดูจากปีเกิด ลักษณะรูปร่าง อารมณ์ และนิสัย
- คนเกิดปีจอ (หมา) และปีฉลู (วัว)
ถ้าจะดูตามวันเกิด ส่วนใหญ่จะเป็นวันพฤหัสบดี และ วันศุกร์
- ลักษณะรูปร่าง กล่าวแล้วแต่ต้น
- อารมณ์ และอุปนิสัย กล่าวแล้วแต่ต้น
ธาตุดินเป็นมิตรกับธาตุใด
ผู้ที่มีธาตุดินอยู่มาก จะเข้าได้กับทุกๆ ธาตุ แต่ถ้าจะดีที่สุดก็คือธาตุน้ำ
สีที่เหมาะกับธาตุดิน
สีม่วง หรือสีเท่า จะแก่ หรืออ่อนก็ได้ สีแดง สีชมพู
สรรพคุณของอาหารประจำธาตุดิน
กระถิน
- สรรพคุณ ช่วยขับลมในกระเพาะ บำรุงโลหิต เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
กระหล่ำปลี
- สรรพคุณ ช่วยลดความเครียด โรคหัวใจ และมีสารต้านทานมะเร็งในลำไส้
กล้วย
- สรรพคุณ ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้คล่อง
ชะอม
- สรรพคุณ ขับสารที่ก่อมะเร็งต่างๆ ภายในกาย ป้องกันโรคหัวใจ ขาดเลือด แต่จะทำให้น้ำนมมารดาแห้ง
แตงโม
- สรรพคุณ ดับพิษร้อนภายในกาย เป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำแตงโมปั่นช่วยล้างลำไส้และกระเพาะอาหารได้ดี
ถั่วพู
- สรรพคุณ ในการเสริมวิตามินให้แก่ร่างกาย ซึ่งในถั่วพูอ่อน มีสารประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส และโปรตีน อีกทั้งยังมีกากใยอาหารมากด้วย
ถั่วเขียว
- สรรพคุณ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดอาการอักเสบในช่องปาก ป้องกันโรคหัวใจ ขับลมในลำไส้
นม
- สรรพคุณ ให้โปรตีน แคลเซียม วิตามินบี เหล็ก และสังกะสี ผู้ที่มีวัยกลางคนแล้วไม่ควรดื่ม จะทำให้ท้องอืด ย่อยยาก ควรดื่มนมเปรี้ยวแทน
น้ำผึ้ง
- สรรพคุณ เป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นยาฆ่าเชื้อโรคบางชนิด เป็นยาสมานแผล คนสูงอายุไม่ควรกินน้ำตาลควรกินน้ำผึ้งแทน เพราะร่างกายดูดซึม และย่อยสลายได้ง่าย
ใบบัวบก
- สรรพคุณ ช่วยลดความเครียด แก้ร้อนใน ช่วยละลายลิ่มเลือดภายใน ทำให้ความจำดี เอามาตำสดๆ พอกแผลหายเร็ว
ฝรั่ง
- สรรพคุณ ระงับกลิ่นปาก แก้อาการท้องเสีย บำรุงโลหิต
ฟักทอง
- สรรพคุณ ป้องกันมะเร็งในปอด ป้องกันเบาหวาน ป้องการโรคทางเดินหายใจ บำรุงสายตา คุมน้ำตาลในเลือด
มังคุด
- สรรพคุณ ช่วยลดความร้อนภายใน แก้กระหายน้ำ ช่วยเพิ่มเมือกภายในลำไส้ และกระเพาะ ทำให้ถ่ายคล่อง เปลือกนำมาฝนผสมน้ำทาแผลพุพองเป็นยาฆ่าเชื้อ
มันเทศ
- สรรพคุณ แก้โรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา
มะละกอ
- สรรพคุณ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นยาระบาย บำรุงผิว
มะม่วงสุก
- สรรพคุณ ช่วยทำให้ระบายของเสียภายในได้ดี น้ำมะม่วงสุก เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย
รากบัวหลวง
- สรรพคุณ เป็นยาเย็น แก้ร้อนใน ดับพิษไข้ บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ
หัวปลีกล้วย
- สรรพคุณ ช่วยเพิ่มน้ำนมมารดา ลดไข้ระดู ทำให้เลือดสมบูรณ์ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง มีกากใยอาหารมากทำให้ถ่ายสะดวก
แห้ว
- สรรพคุณ เป็นยาดับพิษร้อนในร่างกาย ขับพยาธิ ขับลมในลำไส้
สะตอ
- สรรพคุณ ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในกระเพาะ บำรุงสายตา

น้ำ
ลักษณะผู้ที่มีธาตุน้ำมาก
จะ มีรูปร่างท้วมสมส่วน ผิวพรรณผ่องใส เส้นผมและขนจะมันเป็นเงาโดยธรรมชาติ ฟันและเล็บมือเล็บเท้าจะขาวอมชมพูเป็นเงางาม ริมฝีปากจะมีสีสดตลอดเวลา แววตาจะดูแวววาว น้ำเสียงจะก้องกังวาน เนื้อตัวจะเย็น ที่มีคำพูดว่าพ่อเนื้อเย็นแม่เนื้อเย็น
พฤติกรรม
เป็นคนเยือกเย็น มีเหตุมีผล นิยมชมชอบคบค้าสมาคมแก่คนทั้งหลาย มีอัธยาศัยชอบวางตัว เป็นผู้ใหญ่เกินวัย มีผู้คนนับหน้าถือตา ขยันขันแข็ง
อารมณ์และนิสัย
รัก สวยรักงาม รักหน้าตา มีจิตเมตตา โอบอ้อมอารี มีปกติ มักติดในอารมณ์ใดๆ ได้ง่าย เป็นประเภทพวกรักง่ายหน่ายเร็ว ฉลาดเอาตัวรอดได้ ชื่นชอบธรรมชาติ และดอกไม้
โรคที่มักจะเป็น
โรคภูมิแพ้ โรคหวัด โรคติดเชื้อต่างๆ แผลพุพองที่เรียกว่าน้ำเหลืองเสีย น้ำหนองไหล ปอดชื้น น้ำท่วมปอด โรคไตวายฉับพลัน โลหิตจาง เลือดออกตามไรฟัน และโรคอ้วน
อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารรสเปรี้ยว ได้แก่ กระท้อน กระเทียมดอง ขี้เหล็ก ดอกแค มะกอก มะเขือเทศ มะดัน มะนาว มะปราง มะม่วง ยอดมะขามอ่อน สับปะรด ส้มทุกชนิด และผักใบเขียวทุกชนิด อาหารรสเปรี้ยว แม้จะถูกกับผู้ที่มีธาตุน้ำมาก แต่ถ้ารับประทานมากไปก็จะทำให้ท้องอืด ถ้าเป็นแผลก็จะหายยาก อาจทำให้เกิดแผลในปาก และร้อนในได้
- ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เปรี้ยว เผ็ด หวาน เค็ม มัน พยายามหลีกเลี้ยงอาหารมันๆ
อาหารที่บำรุงธาตุได้ดี
เช้าๆ ควรดื่มน้ำผักผลไม้รวม หรือน้ำข้าวกล้องผสมน้ำผึ้งก่อนออกกำลังกาย จะทำให้สุขภาพดี อาหารที่กล่าวมาแล้ว ควรรับประทานทุกมื้อ รับประทานแต่พอดี
ดูอย่างไรว่าตนมีธาตุน้ำ
- ดูจากปีเกิด ลักษณะรูปร่าง อารมณ์ และนิสัย
- คนเกิดปีชวด (หนู) และปีกุน (หมู)
ถ้าจะดูตามวันเกิด ผู้ที่เกิดในวันพุธ ส่วนใหญ่จะเป็นธาตุน้ำ
- ลักษณะตามรูปร่าง กล่าวแล้วแต่ต้น
- อารมณ์ และอุปนิสัย กล่าวแล้วแต่ต้น
ธาตุน้ำเป็นมิตรกับธาตุใด
- ผู้ที่มีธาตุน้ำอยู่มาก จะเข้าได้ดีกับธาตุดิน รองลงมาก็ธาตุลม
- เป็นศัตรูกับธาตุไฟ
สีที่เหมาะกับธาตุน้ำ
สีเหลือง สีเขียว หรือสีที่เข้าได้ดีกับธรรมชาติรอบตัว
สรรพคุณของอาหารประจำธาตุน้ำ
กระเทียม
- สรรพคุณ ช่วยลดความดัน รักษาโรคปอด โรคหอบหืด ไขข้ออักเสบ โรคเกาต์ และกำจัดพยาธิ ไม่มีผลข้างเคียงกับผู้ที่กินเป็นประจำ
กระหล่ำดอก
- สรรพคุณ ช่วยสำหรับผู้มีบุตรยากทั้งหญิงและชาย ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม บำรุงภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ขี้เหล็ก
- สรรพคุณ แก้นิ่วในไต แก้ท้องผูก บำรุงสายตา ทำลายเชื้อมะเร็ง เป็นยานอนหลับ
ขึ้นฉ่าย
- สรรพคุณ ช่วยให้เจริญอาหาร เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย สามารถกำจัดเชื้อมะเร็งได้เกือบทุกชนิด บำรุงไตให้แข็งแรง นำมาปั่นกับแครอทผสมน้ำส้มดื่มทุกเช้า จะช่วยให้สุขภาพดี
คะน้าและผักใบเขียวทุกชนิด
- สรรพคุณโดยรวม คือ ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี มีกากใยมาก ทำให้ขับถ่ายคล่อง ลดอาการมะเร็งในลำไส้และปอด รวมทั้งต่อมลูกหมากได้ดี
แค
- สรรพคุณ รักษาโรคหวัดคัดจมูก บำรุงสายตา ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
มะเขือเทศ
- สรรพคุณ บำรุงโลหิต ช่วยทำให้ผิวพรรณดี แก้อาการสิวฝ้า ป้องกันมะเร็งในต่อมลูกหมาก
มะนาว
- สรรพคุณ รักษาโรคหวัด เจ็บคอด้วยวิธีนำน้ำมะนาวมาผสมน้ำผึ้งเกลือเล็กน้อยผสมน้ำอุ่นแล้วดื่มทีละ น้อยทุกเวลาที่รู้สึกกระหายน้ำ ห้ามคนที่ปวดตามข้อดื่ม
สับปะรด
- สรรพคุณ เป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้แก่ร่างกายได้ดี แก้โรคคอหอยพอก ขับพยาธิ และเป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำสับปะรดใช้กลั้วปาก ช่วยลดอาการเหงือกบวม และดับกลิ่นปาก แกนสับปะรดช่วยขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว

ลม
ลักษณะผู้ที่มีธาตุลมมาก
จะ มีรูปร่างสูงโปร่ง ไม่อ้วน ผมและขนตามตัวจะแห้งกรอบ ผิวหนังแห้ง กระด้าง เล็บกระดูกฟันเปราะกรอบ สีจะขาวซีด ดวงตาจะพร่ามัวเพราะมีลมออกจากกระบอกตามาก
พฤติกรรม
ทำอะไรหุนหัน เรียกว่าโกรธง่ายแต่หายเร็ว ทะเยอทะยาน มีความหยิ่งทระนงที่ถนัดคือยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านตั้งวงนินทา เป็นคนช่างประจบเลยทำให้ดูเหมือนมีสังคมกว้างเข้ากับคนอื่นได้ง่ายแต่ก็โดน คนอื่นทิ้งได้ง่าย เป็นคนทำอะไรรวดเร็ว แต่ไม่ค่อยเรียบร้อย
อารมณ์และนิสัย
เป็น คนเจ้าอารมณ์ ชอบเพ้อฝัน มีนิสัยค่อนข้างอิจฉาริษยา บางขณะก็มีน้ำใจจนท่วมท้น ทำให้คนอยู่ใกล้อึดอัด บางขณะก็ดูหฤโหด โกรธรุนแรง มีความหลงต่ออารมณ์ต่างๆ ได้ง่าย จนถูกหลอกเป็นประจำ ถึงกระนั้นก็ยังพอจะมีปฏิภาณเอาตัวรอดได้ เป็นผู้มีความคิดที่ใครๆ ก็จะคาดเดาลำบาก
โรคที่มักจะเป็น
โรคกระดูกเปราะ โรคน้ำตาแห้ง โรคตาต่างๆ โรคลมจุกเสียด โรคลมดันหัวใจ โรคนอนกรน โรคผอมแห้งแรงน้อย โรคปวดหัววิงเวียนศีรษะ โรคท้องอืดท้องเฟ้อ โรคอ่อนเพลีย
อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารที่รับประทานแล้วทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เช่น
- อาหารรสเผ็ด ได้แก่ กระชาย กระเทียม ขิง ขึ้นฉ่าย ขมิ้นขาว ตะไคร้ ถั่วต่างๆ ใบกะเพรา ใบชะพลู ใบแมงลัก ใบโหระพา ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง พริก ฟักทอง ยี่หร่า และพืชผักใบเขียวต่างๆ เช่นผักบุ้ง
- ผลไม้ ก็มี ชมพู่ แตงไทย แตงโม พุทรา เม็ดบัว เม็ดแมงลัก อาหารดังกล่าวมานี้ ควรเป็นส่วนประกอบของอาหารแต่ละมื้อ และรับประทานพอประมาณ
- ลำดับของอาหารที่ควรรับประทาน เผ็ดร้อน เค็ม หวาน เปรี้ยว ควรหลีกเลี่ยง อย่างปรุงให้รสใดรสหนึ่งจัดเกินไปจะเป็นโทษ
อาหารบำรุงธาตุได้ดี
น้ำ กระชายหมัก น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำลูกเดือย หรือเม็ดแมงลักกับน้ำผึ้ง หรืองาดำคั่วแล้วบดนำมาผสมน้ำผึ้งและน้ำอุ่น ดื่มวันละแก้วตอนเช้าก่อนออกกำลังกาย จะช่วยรักษาสมดุลของธาตุภายในได้ดี
ดูอย่างไรว่าตนมีธาตุลม
- ดูจากปีเกิด ลักษณะรูปร่าง อารมณ์ และนิสัย
- คนเกิดปีเถาะ (กระต่าย) ปีมะเมีย (ม้า) ปีมะแม (แพะ) ปีวอก (ลิง)
ถ้าจะดูตามวันเกิด ส่วนใหญ่จะเป็นคนเกิดวันศุกร์ และวันพุธ
- ลักษณะรูปร่าง กล่าวแล้วแต่ต้น
- อารมณ์ และอุปนิสัย กล่าวแล้วแต่ต้น
ธาตุลมเป็นมิตรกับธาตุใด
ผู้ที่มีธาตุลมอยู่มาก จะคบหาสมาคมกับผู้อื่นก็ดูจะฉาบฉวยผิวเผิน อาจจะเป็นเพราะเป็นราชาธาตุก็ได้ เลยมิชอบเอาใจใคร
สีที่เหมาะสมกับธาตุลม
สีขาว สีฟ้า สีเหลืองอ่อน สีครีม สีสว่างๆ เหมาะสำหรับธาตุลม
สรรพคุณของอาหารประจำธาตุลม
กระชาย
- สรรพคุณ แก้โรคปากเปื่อย ปากเป็นแผล แก้โรคลมจุกเสียด รักษาโรคบิด ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ เหง้ากระชายนำมาตำครั้นน้ำมาทารักษากลากเกลื้อน และงูสวัด
กะเพรา
- สรรพคุณ ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน ขับลมในกระเพาะ แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด ช่วยบำรุงกระดูกทำให้เจริญอาหาร และดับกลิ่นคาว
ขมิ้น
- สรรพคุณ ช่วยในการย่อยอาหาร แก้โรคท้องอืด จุดเสียด รักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ แต่ต้องกินแต่พอดี นำขมิ้นมาฝนเอาน้ำทารักษาโรคผิวหนัง และช่วยลดอาการเสียน้ำของผิวหนังได้ ทำให้ผิวหนักชุ่มชื้น ใช้รักษาแผล น้ำกัดเท้า เล็บขบได้ดี
ขมิ้นอ้อย
- สรรพคุณ รักษาโรคท้องร่วง อาเจียน แก้ไข้ สมานแผล
ขิง
- สรรพคุณ ช่วยป้องกันอาหารเมารถเมาเรือได้ดี ด้วยการดื่มน้ำขิงแก่ก่อนจะขึ้นรถ ลงเรือ ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ และขับเหงื่อ แก้อาการเกร็งท้อง ท้องเป็นตะคริว
ตะไคร้
- สรรพคุณ เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืดแน่นเฟ้อ
แตงโม
- สรรพคุณ ช่วยดับพิษร้อนภายใน ลดอาการทุรนทุรายจากพิษไข้ ขับปัสสาวะ น้ำแตงโมช่วยล้างไต ล้างลำไส้และกระเพาะอาหาร เปลือกแตงโมแกงส้มช่วยรักษาอาการไข้หวัด
ถั่วฝักยาว
- สรรพคุณ เป็นยาบำรุงไต และม้าม แก้ร้อนใน และแก้อาการตกขาว
ใบโหระพา
- สรรพคุณ เป็นยาแก้ท้องอืด ขับลมในลำไส้ ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยให้เจริญอาหาร เมล็ดเป็นยาระบาย
ผักชีฝรั่ง
- สรรพคุณ สร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา รักษาสมดุลของธาตุภายในกาย ดับกลิ่นคาว
พริก
- สรรพคุณ แก้อาการผอมแห้งแรงน้อย ซูบซีดพุงโรก้นปอด ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ช่วยระบบย่อยอาหาร และทำให้ดูดซึมอาหารได้ดี ละลายลิ่มเลือด ป้องกันมะเร็ง
พุทรา
- สรรพคุณ เป็นยาแก้อาการไอ แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ เมล็ดใช้เผาไฟแล้วบดหรือตำ นำมาไว้ใกล้ๆ เด็กอ่อนช่วยรักษาอาการเป็นหวัดคัดจมูก หรือไม่ก็ใช้ผงที่บดละเอียดแล้วมาผสมน้ำเล็กน้อย แล้วกวาดลิ้นเด็ก แก้อาการเป็นซางลิ้นขาว
แมงลัก
- สรรพคุณ แก้ไข้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ท้องร่วง ใบนำมาตำเอาน้ำมาทาแก้โรคผิวหนัง เมล็ดนำมาแช่น้ำผสมน้ำผึ้งทานเป็นยาระบาย แก้โรคกระเพาะ ลดความอ้วน เพราะมีสรรพคุณในการดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือด ทำให้ขับถ่ายสะดวก
รากบัว
- สรรพคุณ เป็นยาคุมธาตุภายใน ช่วยรักษาอาการท้องร่วง เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ เหง้า และเมล็ด เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงน้ำดี แก้อาการน้ำเหลืองเสีย ดีบัวที่อยู่ใจกลางเมล็ดมีรสขมเป็นขาขยายหลอดเลือดหัวใจ
สะระแหน่
- สรรพคุณ ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะ แก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ขยี้ทาขมับ แก้อาการปวดหัว ดมแก้ลม ทาแก้อาการช้ำ

ไฟ
ลักษณะผู้ที่มีธาตุไฟมาก
จะ มีรูปร่างผอมคล้ำ ผิวหนักตกกระ ไฝฝ้าจะขึ้นกระจายไปทั่ว ผมและขนจะแห้งแตกปลายและจะเบาบาง ตามลำตัวจะมีไอร้อนมากกว่าธาตุอื่นๆ สีหน้า และแววตาจะหมองคล้ำ เล็บและฟันจะไม่เป็นเงางาม กล้ามเนื้อจะไม่ค่อยแข็งแรง เซลล์ในกระดูกจะเกาะตัวกันอย่างหลวมๆ กลิ่นตัวรุนแรง
พฤติกรรม
เป็นคนซื่อตรง พูดจาโผงผางตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่จะเสียเพราะคำพูด ทำอะไรชอบทำให้ดูใหญ่โต เรียกว่าฉิบหายไม่ว่า ต้องการชื่อเสียง เป็นเจ้าบุญทุ่มพอสมควร แต่มิค่อยมีคนชอบ ชอบอวดดีทั้งที่ไม่มีดีให้อวด
อารมณ์และนิสัย
เป็นคนอารมณ์รุนแรง โกรธรุนแรง หงุดหงิดง่าย เวลาทำอะไรมิค่อยคิด มีนิสัยชอบผูกพยาบาท ชอบคิดอยู่เสมอว่าเราเคยมีบุญคุณกับคนอื่น คนอื่นก็ต้องตอบแทนเรา
โรคที่มักจะเป็น
ท้อง ผูก ริดสีดวง ความดันสูง เส้นโลหิตเปราะบาง ปวดศีรษะ โรคไต โรคกระษัย ปัสสาวะกะปริบกะปรอย วิตกกังวล เบื่ออาหาร โรคหัวใจ โรคไทรอยด์ ร้อนใน โรคกระเพาะ กระดูกเสื่อมเร็วก่อนวัย หงุดหงิดง่าย ใจสั่น แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย เลือดเป็นพิษ โรคเลือดลักปิดลักเปิด
อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารที่เหมาะสำหรับธาตุไฟ มีรสขม รสจืด รสเย็น
- รสขม ได้แก่ ใบปอ ใบยอ ผักขมจีนและไทย มะระขี้นก มะระจีน
- รสจืด ได้แก่ กระเจี๊ยบขาว ดอกกะหล่ำปลี ดอกสลิด ดอกโสน ถั่วพู ถั่วฝักยาว บวบงู บวบอ่อน ใบทองหลาง ผักกาดขาว ผักกระเฉด ผักกูลป่า ผักชีฝรั่ง ผักบุ้งจีน มะเขือยาว ยอดผักปลัง สายบัว
- รสเย็น ได้แก่ เก๊กฮวย เฉาก๊วย แตงกวา แตงไทย แตงล้าน แตงโม น้ำใบเตย ใบตำลึง ใบบัวบก ฟักเขียว มะตูม มะละกอ รากบัวหลวง ลูกตำลึงอ่อน สายบัว หัวไชเท้า
อาหารที่บำรุงธาตุไฟได้ดี คือ มะระจีนตุ๋น กับเห็ดหอม น้ำใบบัวบก
ดูอย่างไรว่าตนมีธาตุไฟ
- ดูจากปีเกิด ลักษณะรูปร่าง อารมณ์ และนิสัย
- คนเกิดปีขาล (เสือ) ปีมะโรง (งูใหญ่) ปีมะเส็ง (งูเล็ก) ปีระกา (ไก่)
ถ้าจะดูตามวันเกิด ผู้ที่เกิดในวันอาทิตย์ วันอังคาร วันเสาร์ ส่วนใหญ่จะเป็นธาตุไฟ
- ลักษณะตามรูปร่าง กล่าวแล้วแต่ต้น
- อารมณ์ และอุปนิสัย กล่าวแล้วแต่ต้น
ธาตุไฟเป็นมิตรกับธาตุใด
- ผู้ที่มีธาตุไฟอยู่มาก มักจะชมชอบคบหาสมาคมกับคนธาตุลม และธาตุดิน แต่จะเป็นศัตรูกับธาตุน้ำ
สีที่เหมาะกับธาตุไฟ
สีแดง สีดำ สีชมพู สีคราม สีฟ้าแก่
สรรพคุณของอาหารประจำธาตุไฟ
กระเจี๊ยบมอญ
- สรรพคุณ เป็นยาบำรุงสมอง ลดความดันโลหิต รักษาโรคกระเพาะ ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อที่เสียหาย เป็นยาระบาย
เฉาก๊วย
- สรรพคุณ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการปากเปื่อย
ดอกสลิด
- สรรพคุณ เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ร้อนใน ลดอาการปอดบวม ทำให้เจริญอาหาร
ตำลึง
- สรรพคุณ เป็นยาดับพิษร้อนภายในร่างกาย ลดอาการไข้ เป็นยาระบายอ่อนๆ ผลดิบนำมาปรุงเป็นอาหารช่วยลดอาการเบาหวาน ใบสดๆ นำมาขยี้ให้ละเอียดเอาน้ำมาทาแก้อาการคัน ช่วยถอนพิษจากหนอนกัด และพิษจากหมามุ่ย ใช้หยอดตาแก้อาการตาแดง ตาเจ็บ
เตย
- สรรพคุณ บำรุงหัวใจ ทำให้หัวใจชุ่มชื้น แก้กระษัย ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน
บวบ
- สรรพคุณ ทำให้ชุ่มคอ ช่วยขับปัสสาวะ ขับน้ำนม ทำให้ถ่ายสะดวก
ปอ
- สรรพคุณ บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับลม เป็นยาระบาย เป็นยากระตุ้นหัวใจ
ผักกาดขาว
- สรรพคุณ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไข้ ขับเสมหะ แก้พิษสุราเรื้อรัง แก้อาการท้องผูก ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ผักปลัง
- สรรพคุณ รักษาอาการท้องผูก แก้อาการไส้ติ่งอักเสบ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ แก้บิด
ผักบุ้ง
- สรรพคุณ บำรุงกระดูก และฟัน บำรุงเลือด ลดไข้ แก้เบาหวาน แก้ร้อนใน บำรุงสายตา
ผักโขมหรือผักขม
- สรรพคุณ บำรุงโลหิต ช่วยลดเชื้อมะเร็ง ทำให้สายตาดี แก้โรคท้องผูก แก้อาการตกขาวในสตรี สตรีมีครรภ์ หรือกำลังมีประจำเดือนห้ามทาน
ฟักเขียว
- สรรพคุณ เป็นยาเย็นดับพิษร้อนภายใน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ แก้ไอ ลดอาการบวมน้ำ แก้อาการหลอดลมอักเสบ บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร แก้หนองใน
มะเขือยาว
- สรรพคุณ แก้อาการตกเลือดในกระเพาะ ลำไส้ แก้อาการปวดเมื่อย
มะระขี้นก
- สรรพคุณ บำรุงน้ำดี เป็นยาเจริญอาหาร ขับพยาธิ แก้โรคตับอักเสบ แก้โรคเบาหวาน
มะตูม
- สรรพคุณ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร แก้บิด แก้ร้อนใน ขับลม แก้โรคลำไส้
ยอ
- สรรพคุณ แก้อาการไข้วิงเวียนคลื่นเหียนอาเจียน แก้กระษัย แก้อาการปวดตามข้อ แก้อาการเป็นวัณโรค
หัวไชเท้า
- สรรพคุณ ล้างพิษภายใน เป็นยาเย็นดับพิษร้อน บำรุงไต ขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว
สายบัว
- สรรพคุณ ลดอาการเกร็งของลำไส้ และกระเพาะ ลดความเครียดทางสมอง บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อนในกาย

บทสรุป
ธาตุ ทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีอยู่ในตัวของทุกคน ซึ่งก็ขึ้นอยู่ว่าคนนั้น เกิดปีใด วันใด ธาตุหนึ่งธาตุใดก็จะเป็นใหญ่ ในวัน และปีนั้นๆ
ธาตุ ทั้ง ๔ ทางสุขภาพ และอนามัย จะไม่ค่อยตรงกับหลักการดูธาตุของตำราดูชะตาราศีนัก ฉะนั้นอย่าถือเอาตำราเป็นประมาณ ให้สังเกตดูตัวเองว่า มีลักษณะพฤติกรรม อารมณ์นิสัย และโรคตรงแก่ตนหรือไม่ แม้ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคใดๆ ก็ควรเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมตรงต่อธาตุของตน
อาหารประจำธาตุที่ยก มาให้ เป็นแต่เพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เราอาจจะสรรหาอาหารที่เหมาะแก่ธาตุของตนได้มากกว่าที่ยกมา แต่อยากจะเตือนไว้ว่าเราจะบริโภคอาหารอะไร มีหลักให้พิจารณาอยู่ว่ามันมีประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อธาตุของเราหรือไม่
การ บริโภคอาหารมิอาจจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงได้ทั้งหมด เราต้องรู้จักบริหารร่างกาย เช่นออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักบริหารใจ และอารมณ์ให้ผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย และสงบด้วย จึงจะถือว่าเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี สุขภาพกายแข็งแรง ชีวิตเป็นสุข
อาหารที่ควรระวัง และบริโภคให้น้อยที่สุด
ไขมัน
เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่
น้ำตาลทรายขาว
กาแฟ และน้ำอัดลม
อาหารที่ใส่สีผสม และผงชูรส
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัด
ปลาน้ำจืด และปลาน้ำเค็ม
ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียวดำ ลูกเดือย
และพืชผักต่างๆ
ส่วน เรื่องธาตุใดเป็นมิตรแก่ธาตุใด ยกขึ้นมากล่าวไว้ มิใช่หมายให้ใช้ดูกับคนอย่างเดียว ให้เอาไว้ใช้ดูอากาศ สถานที่ อาหารด้วย ตัวอย่างเช่น คนมีธาตุไฟมิถูกกับอากาศร้อน และก็มิถูกกับน้ำ แต่ถูกกับลม เพราะถ้าร้อนแล้วลงน้ำเลยอาจจะทำให้ธาตุไฟในธาตุกายแตกซ่านเสียก็เป็นได้ จึงจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่มีลมโกรกเย็นสบาย แล้วก็หาอาหารหรือเครื่องดื่ม ระบายความร้อนภายในเพื่อให้ผ่อนคลาย
สี ที่ยกมาว่าสีใดเหมาะสำหรับธาตุใด ก็เป็นเครื่องทำให้เราดูดีในสายตาผู้อื่น และบางครั้งสีที่ใช้ เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นเครื่องช่วยรักษาธาตุภายในกายได้เหมือนกัน
อาหาร และเครื่องดื่มที่รักษาสมดุลของธาตุ ทั้ง ๔
น้ำผักผลไม้รวม มีส้ม ขึ้นฉ่าย กระชาย งาดำ น้ำผึ้งผสมเกลือเล็กน้อย นำมาปั่นรวมกัน
อัตราส่วน
ส้ม 3 ส่วน
ขึ้นฉ่าย 2 ส่วน
กระชาย 1 ส่วน
งาดำ 1 ส่วน
น้ำผึ้ง 1 ส่วน
เกลือ เล็กน้อย

สมาธิ

สมาธิ


สมาธิ
พยายามสลัดความสับสนวุ่นวายออกจากตัวเองให้ได้ หยุดความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง ใส่ความรู้สึกนึกคิด

ลงไปจับจ้อง จดจ่อ อยู่เพียงแต่ในกายของตน สำรวจตรวจตราดูว่า เรายังมีความสับสน วุ่นวายหรือรู้สึก
นึกคิดอื่นๆ ตกค้างอยู่หรือเปล่า ถ้ามี จงเพิกถอนมัน หรือหยุด หรือสลัดให้หลุด หรือไม่ต้องคิด ไม่ต้องเก็บ
นำมาเป็นอารมณ์ แล้วทำความรู้สึกผ่อนคลาย ภายในกายของตน โดยวิธีการค่อยๆ สูดลมหายใจเข้า

แล้วผ่อนออกมายาวๆ ด้วยความรู้สึกโปร่งเบาและสบาย เมื่ออริยาบทและประสาททั้งหลายภายในกาย
หยุดความขมึงทึง และเริ่มผ่อนคลาย ก็จับจ้องอยู่แต่โครงสร้างของร่างกาย นั่นคือโครงกระดูกทั้งปวง
เริ่มต้นตั้งแต่ กลางกระหม่อม แล้วเรื่อยลงมาจนถึงหน้าผาก โหนกคิ้ว ขอบตา จมูก โหนกแก้ม ริมฝีปาก
ซี่ฟัน ปลายคาง กราม หู กระโหลกซ้ายและขวา แล้วเรื่อยขึ้นไปอยู่ที่กลางกระหม่อม ถอยร่นลงมากระโหลก
ด้านหลัง ต้นคอ กระดูกข้อต่อของต้นคอ หัวไหล่ สันหลังจนกระทั่งถึงโครงสร้างของกระดูกทุกส่วนภายใน
ร่างกาย ทำความรู้สึกในการสำรวจเหมือนกับบุรุษผู้ตาบอด แล้วใช้มือคลำสิ่งของต่างๆ และรับรู้ได้ด้วย
จิตวิญญาณและความรู้สึก เมื่อจิตวิญญาณอารมณ์ ความรู้สึก ทุ่มเทให้กับกระบวนการสำรวจโครงสร้างใน
ร่างกาย ความสันติสุข พลังและความสงบ จะคงอยู่ในจิตวิญญาณและร่างกายของเรา จะไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ
เข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดและสิ่งอื่นมาข้องแวะ มีแต่กระบวนการ
สำรวจโครงสร้างของร่างกายเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถจะตรวจสอบโครงสร้าง จนเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัดได้
ด้วยวิธีการรู้สึก ก็ให้ใช้นิ้วมือข้างขวา ลูบคลำตั้งแต่ กลางศรีษะ ลงมาสู่จุดต่างๆ แล้วทำความรู้สึกไล่ตาม
อาการลูบคลำนั้นๆ ให้รับรู้ได้ด้วยการลูบคลำ จนมันเกิดภาพ มโนภาพทางใจ ทางอารมณ์ ทางจิตวิญญาณว่า
นี้คือกระโหลกศรีษะ นี่คือหน้าผาก นี่คือโหนกคิ้ว นี่คือกระบอก นี่คือโหนกแก้ม นี่คือกระดูกริมผีปาก และนี่คือ
ฟัน กราม หู จงอย่าคลำแค่ติดเนื้อ จงคลำเข้าไปลึกจนถึงกระดูก นั้นก็คือ อย่าสนใจแต่เนื้อและหนังที่อยู่ภายนอก
ให้รู้เห็นและสัมผัสได้จนถึงกระดูกภายใต้เนื้อและหนังให้ได้ ต้องสำรวจทุกส่วนของโครงสร้างของร่างกาย
จนเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และชัดเจนแจ่มใส เมื่อเราทำได้ดังนี้ จึงถือ ว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมหาสติ สมาธิ และองค์ฌาน
ผู้ที่สามารถทรงไว้ซึ่งมหาสติ สมาธิและองค์ฌาน ย่อมสามารถลุถึงปัญญาญานในการรู้แจ้ง เห็นจริง
ตามสภาวะนั้นๆ ย่อมเข้าถึงได้ซึ่งสันติสุข และความสงบอย่างยิ่ง
ความที่เราปล่อยให้ความรู้สึกจับจ้อง กับโครงสร้างในร่างกาย หลุดลอยออกไปสู่อารมณ์ภายนอก นั่น
เป็นการแสดงออก และบอกได้ทันทีว่า เรากำลังเป็นผู้แพ้ กำลังจะพ่ายแพ้ต่อมาร และซาตาน ที่จะคอยขัดขวาง
การปลดปล่อยจิตวิญญาณของเราให้อิสระ เราต้องมีกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว ตัดสินใจอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว
ที่จะสลัดให้มันหลุดจากการเกาะกุมของความสับสน ยุ่งฟุ้งซ่านที่เป็นอำนาจของซาตานและมารร้าย แล้วรีบกลับ
เข้ามาสู่ภายในกายของตนให้รวดเร็วที่สุด
จิตวิญญาณที่รวมกับกาย เป็นจิตวิญญาณที่ปราศจากอารมณ์ จิตวิญญาณที่ปราศจากความรู้ สึกนึกคิด
จิตวิญญาณที่ปราศจากความปรุงแต่งทั้งปวง เป็นจิตวิญญาณที่มากไปด้วยความรู้ มีพลังมากไปด้วยประสิทธิภาพ
ผู้ที่มีกายรวมใจ ย่อมมีชัยชนะต่อทุกสิ่ง
การฝึกกายให้รวมกับใจ ไม่จำเป็นจะต้องรอเวลา ช่วงทำสมาธินั่งหลับตาเท่านั้น ทุกเวลาในอิริยาบท
ทั้งหลาย เราก็มีโอกาสจะดึงจิต กลับเข้ามาสู่กายได้ เมื่อรู้ว่ามันหลุดรอดออกไปแสวงหา กระเสือก กระสน
ดิ้นรน สับส่ายฟุ้งซ่าน วุ่นวาย เศร้าโศรก เสียใจ กลัดกลุ้ม อาลัยอาวรณ์ ทุกข์ทรมานเดือดร้อนและแล้งแค้น
เมื่อรู้ว่ามันออกไป จะมีภยันตรายเหล่านี้ เราต้องดึงจิตวิญญาณกลับเข้ามาสู่บ้าน สู่กาย บ้านก็คือกายของ
เรานั่นเอง แล้วก็รักษาระวังอย่าให้มันออกไปเปียกฝน อย่าให้มันออกไปลำบาก ตรากตรำ ต่อพายุที่โหมกระหน่ำ
รอบนอกตัวเรา ผู้ที่รักษาจิตดีแล้ว นั่นคือผู้ที่มีกายกับจิตรวมเป็นหนึ่ง ผู้ที่รักษาจิตดีแล้ว คือผู้ที่รักษาจิตเอาไว้ในกาย
ผู้ที่รักษาจิตดีแล้วคือผู้ที่ระแวด ระวังไม่ให้จิตออกจากกาย ผู้ที่รักษาจิตดีแล้วย่อมไม่นำจิตออกไปแปดเปื้อน
จนเกิดมลทิน ไปกระทบรับรู้ต่อมลภาวะทั้งหลาย พระศาสดาทรงตรัสว่า ผู้ที่รักษาระวังจิตดีแล้วย่อมนำสุขมาให้
การฝึกสมาธิ
การฝึกสมาธิ ก็คือการกำจัดความคิดทั้งปวง การกำจัดความคิดทั้งปวงก็คือ การไม่คิดสิ่งใดทั้งหมด
การไม่คิดสิ่งใดทั้งหมดก็คือ การที่เราฝึกทำตนให้เป็นคนไม่มีอะไรเสียบ้าง ถ้ารู้จักทำตนให้เป็นคนไม่มี
อะไรบ้าง เราก็จะไม่เป็นอะไร เมื่อไม่เป็นอะไร เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร เมื่อไม่ต้องกลัวอะไร มันก็ไม่อยาก
อะไร พอไม่อยากอะไร ก็ไม่ต้องการอะไร พอไม่ต้องการอะไร ก็ไม่ต้องเสียดายอะไร เมื่อไม่ต้องเสียอะไร
ก็ไม่คิดระแวงอะไร พอไม่หวาดระแวงอะไร มันก็ไม่เศร้าหมองในอะไร เมื่อเราไม่เศร้าหมองอะไร
จิตใจของเราก็จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สนิทแนบแน่นกับกาย แล้วก็รักษามันไว้ให้คงที่ ที่จะทำ คำที่พูด
สูตรที่คิด จะเปี่ยมด้วยความมีประโยชน์ มากไปด้วยค่าและราคา และพร้อมทั้งการประหยัดพลังงาน
จุดมุ่งหมายของการที่พวกเราทำสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพ่อและเป็นพี่ พระองค์ทรงมี
ประสบการณ์ที่จะนำเอาจิตวิญญาณของพระองค์ เข้าไปสู่ประตูแห่งจักรวาล ในกายนี้ และในตัวเราเอง
เราก็เป็นแต่เพียงแค่เดินตามพระองค์เข้าไปอย่างเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตจริงจัง ตั้งใจ และก็จดจ่อ
แค่นั้นเอง มันก็จะถึงประตูแห่งวิญญาณที่เราต้องการไปง่ายดาย ปัญหาสำคัญคือ เราต้องทำให้มันจริง
การทำสมาธิแต่ละครั้ง เมื่อใดที่มันปรากฏความคิดใด ๆ จำกัดและสลัดให้มันหลุดไป แม้แต่สุดท้ายความง่วง
มึน ซึม ความงี่เง่า หาสาระไม่ได้ของอารมณ์ก็ต้องสลัดให้หลุด เพราะฉะนั้นมันคือตัวการทำลายที่คอยจะกิน
และทำลายพลังของเรา มันเป็นซาตานที่สิงอยู่ในหัวใจ ในวิญญาณของเรา กลายเป็นสิ่งที่เราเองเองไม่รู้ตัว
มันแฝงเข้ามาในรูปแบบของการ การพักผ่อน มันแฝงเข้ามาในเรื่องของความอ่อนเพลีย เหนื่อย เมื่อย
เราอาจจะแยกแยะไม่ออกหรอกว่า ความเมื่อย เหนื่อย เพลียนั้น มันเป็นความเมื่อยเพลียของกายจริง ๆ
บางทีเรานั่งอยู่ตรงนี้ไปนอนจริง ๆมันก็นอนไม่หลับ ก็บอกได้ทันทีเลยนะว่า เราโดนซาตานมันเข้าสิง
ซาตานมันกำลังฉุดกระชากให้เรากลายเป็นทาสของมัน และก็ปฏิเสธการปลดปล่อยตัวเองออกจากการ
เป็นทาส พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จึงสอน และเตือนเราว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ขันติคือ
ความอดทนอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง เหล่านี้คือ เครื่องกลั่นกรอง เครื่องร่อน เพื่อจะเอา
เมล็ดกรวดทราย จากดิน และเราจะได้เอาดินอันนั้นไปปั้นเป็นแจกัน เป็นโอ่ง เป็นชาม เป็นอะไรก็ได้
ตามใจของ เราปรารถนา และมันไม่แตก ไม่ร้าว พร้อมที่จะใช้งานได้ทุกเวลา ฉันใดก็ฉันนั้น จิตวิญญาณ
ใจและกาย ถ้ารู้จักคิด แยกแยะดีชั่ว แยกมิตรกับศัตรูให้ออก เราก็จะบอกกับตัวเราเองได้ว่า เราไม่มีอะไร
ชั่วชีวิตหลวงปู่ไม่เคยให้ใครมาสอน ตั้งแต่เล็กมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยให้ใครมาชี้มือจับทำงาน ไม่เคยจะต้อง
ให้ใครมาชี้นำว่า จะต้องทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ และดูผลประโยชน์ ดูความสำเร็จ

คนมีธรรมะ

คนมีธรรมะ


ความหมายของธรรมะที่ถูกตรงถูกต้องตามครรลองพระสัจธรรม
ของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงเครื่องชำระล้าง
ฟอกขัดเกลาจิตวิญญาณ


เพราะฉะนั้น
คนมีธรรมะก็เหมือนมีเครื่องฟอก เครื่องชำระล้าง
เครื่องดูดฝุ่นในตัว ฝุ่นมันเกิดขึ้นตรงไหนก็ดูดมันออก
ตรงไหนเป็นขยะก็เก็บมันทิ้ง

ตรงไหนมีคราบแสงสีเสียงกลิ่นก็ชำระมันออก
นั่นคือคนมีธรรมะ คนมีธรรมะไม่ใช่ยายแก่แร้งทึ้ง
คนมีธรรมะไม่ใช่ตาเฒ่าหัวหงอก

คนมีธรรมะไม่ใช่คนที่ทำตัวล้าหลังในสังคม
คนมีธรรมะไม่ใช่คนเป็นคนที่เคร่งเครียดแล้วกลายเป็น
คนที่น่าเกลียดในสังคม แต่ความหมายของคนมีธรรมะ

จะเป็นคนที่ใหม่และทันสมัยเสมอ ต่อทุกสภาวะ
ทุกสถานะ และทุกถิ่นทุกที่และทุกเรื่องที่ทำ คนที่มีธรรมะมีศักยภาพ
และสมรรถนะ และวิถีคิด วิถีงาน วิถีจิต วิถีชีวิตที่
เป็นวิถีพุทธ

คือรู้ตื่น และเบิกบาน ตามกระบวนการของการดำรงชีวิต

ผู้มีธรรมะย่อยชาญฉลาดทุกสถาน
ผู้มีธรรมะย่อมมีชัยชนะทุกถิ่นทุกที่ทุกทางที่ตนอยู่อาศัย
ผู้มีธรรมะย่อมมีสันติ สงบสุข ร่มเย็น ในขณะที่คนอื่นทุกข์ร้อน
เศร้าหมอง ขุ่นมัว

ผู้มีธรรมะ
จะรู้จักปล่อยว่าง สลัดหลุด และไม่ปล่อยให้อะไรมาฉุดรั้ง
ผู้มีธรรมะย่อมมีพระอยู่ในใจ ผู้มีธรรมะย่อมต้องรู้จักพอ
หรือถ้าต้องการก็รู้จัก หยุด ธรรมะจึงเป็น
สัญลักษณ์ของ
คนที่

ฉลาด สะอาด สว่าง และสงบ

ธรรมะ
จะดัดกายวาจาใจของเราให้กลายเป็นบุคคล
ที่ซื่อตรงต่อตนเอง ซื่อตรงต่อคนอื่น ซื่อตรงต่อสังคมส่วนรวม
ความซื่อตรงนี่เหละ คือคุณลักษณะของคน
มีธรรมะ

และความซื่อตรง
มันเกิดขึ้นได้ จากการที่ต้องเรียนรู้ธรรมะ
มักจะมีคำพูดว่า พระพุทธเจ้าถ้าสอนให้เป็นคนเชื่องช้า
พระองค์ก็คงไม่ใช่ศาสดาเอกของโลก
เป็นแน่

เพราะคนที่ช้า
ย่อมตกเป็นทาสของคนที่ว่องไว
และรวดเร็ว คนที่อ่อนแอย่อมตกเป็นทาสของคนที่เข้มแข็ง
คนที่โง่เขลาย่อมตกเป็นทาสของคนฉลาด
และรู้มาก

เพราะฉะนั้น
ธรรมะอยู่กับใคร คนนั้นจะไม่เป็น
คนที่อ่อนแอ จะไม่เป็นคนที่ล่าช้า จะไม่เป็นคนที่เหลวไหล
และจะไม่เป็นคนที่โง่เขลา แต่จะทำ
ให้ผู้นั้น

มีความ
ตระหนักสำนึก รู้จักความถูกต้อง และไม่บกพร่อง
ในหน้าที่
จากบทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ธรรมลีลา เล่มที่ 72

Book ความกตัญญู

ความกตัญญู



การได้มีโอกาสเข้ามาค้นหาสาระของการมีชีวิตถือว่าเป็นมงคลอย่างหนึ่งในชีวิตก่อนที่หลวงปู่จะพูดถึงเรื่องความกตัญญู ขอพูดตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า "จงโตพร้อมตาย แต่อย่าโตจนลืมตาย"
หลวง ปู่เคยพูดกับพระเณรในวัดเสมอว่า พวกท่านอย่าคิดว่าผมมีชีวิตอยู่ในอาวาสนี้ ให้พวกท่านคิดว่า ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในอาวาสนี้ เพื่อดูว่าพวกท่านจะทำอะไรด้วยตัวท่านเองได้บ้าง พวกท่านจะได้รู้จักที่จะโต พร้อมรอวันตาย ไม่ใช่โตจนลืมตาย เหตุที่โตจนลืมตายก็เพราะว่า มีชีวิตอยู่เพื่อจะให้โต ให้ยิ่งใหญ่ ให้ได้ดี ให้มี ให้เป็น ให้เด่น ให้ดัง แต่ไม่คิดดับ นี่เรียกว่าโตจนลืมตาย แต่ถ้าโตพร้อมรอวันตายนั้น มันมีชีวิตอยู่ทุกย่างก้าวหยาดหยดของลมหายใจเข้าออกและเลือดเนื้อชีวิตและ เส้นเอ็นของตนมันเต็มเปี่ยมไปด้วยสาระทุกหยาดหยดและย่างก้าว มันก้าวเดินด้วยความมีสาระ มั่นคง องอาจ สง่างาม และผ่าเผย พร้อมที่จะเผชิญหรือผจญต่อเหตุในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้นเลวร้ายปานใด ก็สามารถเอาชนะหลุดรอดอยู่ได้อย่างสบายอย่างนี้เขาเรียกว่าโตพร้อมตาย แล้วถึงวันตายก็ตายอย่างองอาจสง่างามผ่าเผย เป็นความตายที่เรากล้าที่จะบอกกับมันได้ว่า เราพร้อมที่จะรับ

ส่วน ประเภทที่โตจนลืมตายนั้น พวกนี้จะกลัว ประหม่า หวาดหวั่น สั่นและพรั่นพรึงอยู่ตลอดเวลาเพราะเกิดจากความไม่มั่นใจตัวเอง ไม่มั่นใจเพราะคิดว่าตัวเองไร้สาระมาตลอด ที่ผ่านมาไม่มีสาระให้แก่ตัวเอง ไม่มีภูมิธรรม ไม่มีค่านิยม ไม่มีภูมิความรู้ หรือไม่มีความประพฤติปฏิบัติหรือสิ่งที่ทำ ที่จะทำให้ตัวเองมั่นใจและพร้อมตาย เพราะฉะนั้นคนที่โตจนลืมตายนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีกายอันไม่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนผู้ที่โตพร้อมตาย ถือว่าเป็นผู้ที่ตั้งมั่นด้วยกายอันศักดิ์สิทธิ์
ฉะนั้น ที่ผ่านมาหลวงปู่ก็พยายามสอนให้ทุกคนโตพร้อมตาย โดยการทำให้เขาดูเป็นครูให้เขาเห็นในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะมีปัญหาใดๆ หลวงปู่ก็ต้องคอยแก้ปัญหาเพื่อให้งานลุล่วงไปอย่างชนิดที่เรียกว่า รวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัด และเรียบร้อย
ถ้า ถามหลวงปู่ว่าอยากจะให้ทุกคนคิดเองได้บ้างมั้ย อยากให้ทำเองได้บ้างมั้ย อยากให้เป็นผู้นำของตัวเองได้มั้ย ...อย่าว่าแต่อยากเลย มันสุดยอดปรารถนาทีเดียวแหละ เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหนในโลกที่เลี้ยงลูกแล้วไม่อยากให้ลูกโตหรอก ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนในโลกเลี้ยงลูกแล้วอยากให้ลูกโง่ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนในโลกที่เลี้ยงลูกแล้วไม่อยากให้ลูกพึ่งตัวเองได้ และก็ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนในโลกสอนลูกลี้ยงลูกแล้วไม่อยากให้เป็นที่พึ่งแก่คน อื่น...ไม่มี ฉันใดก็ฉันนั้น หลวงปู่เองก็เหมือนกัน
เคย มีคนถามหลวงปู่ตอนแสดงธรรมว่า การที่เตรียมบวชหน้าไฟให้บิดา แต่เกิดป่วยขึ้นมาเลยไม่ได้บวช ไม่ทราบว่าจะมีผลอย่างไร หลวงปู่เลยตอบไปว่า มันก็ไม่มีผลอะไร ก็แค่ไม่ได้บวชไม่ได้โกนหัวเท่านั้นเองแต่การที่คิดจะบวชเพื่อแสดงความ กตัญญูกตเวทิตาตอนพ่อตายน่ะ หลวงปู่ไม่เห็นด้วย
หลวง ปู่ถามไปว่า เขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าอายุ ๔๐ หลวงปู่เลยย้อนถามว่า ตอนที่อายุ ๒๐ กว่าน่ะเคยคิดจะบวชมั้ย เขาตอบว่าไม่เคยคิด พอถามว่าทำไม ก็ได้รับตำตอบว่า เพราะไปมีลูกมีเมีย อยู่กับลูกเมียแล้วเมาหยำเปเสเพล ทำตัวเองเหลวแหลก ทีนี้พอพ่อตายก็คิดอยากจะบวช มานั่งร้องห่มร้องไห้ อย่างนี้มันน่ามั้ย... ก็ตอนที่พ่อยังดีๆ มันไม่คิดจะให้ ฝ่ายพี่สาวก็เหมือนกัน บอกพ่อชอบกินหัวหมู ชอบกินเป๋าฮื้อ เลยเอาหัวหมูเอาเป๋าฮื้อไปวางไว้ข้างโลง เคาะป๊อกๆๆๆรียกพ่อกิน หลวงปู่ถามว่าก่อนพ่อตายเคยซื้อพวกนี้ให้พ่อกินบ้างมั้ย เขาบอกว่าไม่เคยเลย เนี่ย...พวกนี้มันแย่ หลวงปู่เลยพูดไปว่า มาทำดีตอนพ่อตาย เคาะโลงป๊อกๆ เรียกกินนั่นกินนี่แต่ตอนไม่ตายปล่อยให้พ่อแม่อดอยากปากแห้ง อย่างนี้มันจะได้ประโยชน์อะไร ทำไมไม่คิดจะทำตอนที่เค้ายังไม่ตายล่ะลูก
ทำ ดีอย่างนี้หลวงปู่ไม่สนับสนุน เพราะหากว่าชั่วชีวิตเรา ไม่เคยทำดีกับพ่อกับแม่ แล้วมาทำตอนที่พ่อแม่ตายแล้ว มันไม่ใช่เรื่องดี มันเป็นเรื่องเหมือนกับคนไปไถ่บาป ทำบาปมา ๒๐ ปี แต่ไถ่บาปแค่วันเดียว อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องดี
เมื่อ ไม่นานมานี้มีผัวเมียคู่หนึ่งมาที่วัด นั่งแท็กซี่มา เพื่อจะมาหาวิธีรักษาโรค ผัวอายุ ๘๔ ปี เมียอายุ ๗๒ ปี ผัวเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบ เมียเป็นโรคเท้าช้าง จูงกันมาสองคนตายาย หลวงปู่เห็นแล้วสมเพช เลยนั่งคุยด้วย ได้ความว่า
ผัว เมียคู่นี้เป็นข้าราชการบำนาญทั้งคู่ มีลูก ๔ คน เป็นอาจารย์ เป็นวิศวะ เป็นตำรวจ เป็นทหาร ทุกคนมีครอบครัวกันหมดแล้ว แยกย้ายไปอยู่กับครอบครัวของตน ไม่มีใครอยู่เลี้ยงดูพ่อแม่เลย เขาอยู่กันสองคนตายายอย่างนี้ บ้านอยู่แถวบางเขน
หลวงปู่ถามว่า "ลูกๆมาหาบ้างมั้ย"
"เดือนหนึ่งจะมาครั้งหนึ่ง ถ้าว่างเค้าก็จะมา แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มาเท่าไหร่ เพราะเค้ามีภารกิจ"
"แล้วลูกอยู่แถวไหนล่ะ"
"ก็อยู่บางกะปิ พระโขนง แถวสะพานใหม่ดอนเมือง"
หลวง ปู่มานั่งนึกดูว่า เออ...สมัยตอนที่ผัวเมียคู่นี้มีลูก คงคิดอย่างนี้กับพ่อแม่ เวลานี้ถึงได้รับกรรมอย่างนี้ แต่หลวงปู่ไม่ได้พูดให้เค้าฟังหรอก กลัวเค้าจะเสียใจ หลวงปู่คิดต่อไปว่า ถ้าตอนที่พวกเค้าเลี้ยงลูก เวลาลูกร้องไห้ตอนดึกๆ หรือลูกโดนมดกัด ตกน้ำตกท่า ถ้าพ่อแม่ไม่สนใจไยดี อยากนอนหลับให้สบายอย่างเดียว ป่านนี้ลูกคงตายไปแล้ว แต่ถ้าเค้าเลี้ยงลูก ด้วยความเอื้ออาทร ความการุณ ทำไมลูกไม่คิดอาทรการุณต่อพ่อแม่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่บ้างเล่า
ดู เถอะสองคนผัวเมียแก่ๆต้องมานั่งเลี้ยงกันเอง ผัวเลี้ยงเมีย เมียเลี้ยงผัว หยอดน้ำข้าวต้มกัน ผัวอายุ ๘๐ กว่าเป็นโรคอย่างนั้นด้วยก็เดินไม่ค่อยไหว ต้องย่องแย่งโบกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปซื้อกับข้าวที่ตลาดมาทำกินเอง
นี่ แหละคือสิ่งที่เราทอดทิ้ง สังคมมันเหลวแหลก บ้านพักคนชราเกิดขึ้นก็เพราะสังคมครอบครัวมันล่มสลาย เหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าพวกเราสอนมาอย่างนั้น ก็เด็กๆน่ะพอหลุดจากนมแม่ปั๊บก็ผลักมันออกจากอ้อมอกพ่อแม่ ให้ไปอยู่ตามโรงเรียนตามครูตามเพื่อน พอถามว่าทำไมต้องเร็วอย่างนั้น ก็บอกว่าเดี๋ยวจะเรียนไม่ทันเพื่อน จะแข่งกับคนอื่นไม่ได้ จะสอบไม่เก่ง จะเรียนไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ทีนี้พอเด็กใช้เวลาอยู่ในสังคมเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ มันก็มองว่าสังคมเพื่อนสำคัญกว่าสังคมครอบครัว เวลามีปัญหามันก็หันไปหาเพื่อน ถ้าไปเจอเพื่อนดี ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเจอเพื่อนอัปรีย์ พาไปติดยาส้องเสพสิ่งเลวร้าย ทีนี้เราจะมาโทษใครเพราะเรานั่นแหละเป็นคนส่งผลักไสให้มันไปเลือกสิ่งนั้น เอง
อย่าง ลูกไก่กับแม่ไก่ แม่มันยังสอนว่า "ลูก ไอ้ที่มีขนเหมือนแม่น่ะ ไม่ใช่แม่เสมอไปนะลูก นั่นเค้าเรียกเป็ด เนี่ยเค้าเรียกไก่ตัวผู้ แต่ไอ้ที่มันบินได้สูงๆน่ะมันนกเหยี่ยว มันก็มีขนเหมือนแม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นลูกอย่าไปคบเหยี่ยว อย่าไปใกล้เป็ดนะ เผ่าพันธุ์ของลูก ลูกต้องเข้าใกล้"
แต่ คนเราสมัยนี้พอออกจากไข่ กะเทาะเปลือกแป๊ะ ก็ไล่ออกไปนอกอกพ่อแม่ แล้วเด็กมันก็ไม่รู้ว่า ไอ้นั่นมีขนเหมือนแม่เรา เราต้องเข้าไปหา สุดท้ายก็กลายเป็นลูกเหยี่ยว ลูกดสือ ลูกตะเข้ เราก็เลยติดเหยี่ยวติดเสือติดตะเข้ไปด้วย แล้วก็มาบ่นกันว่า "ลูกเราทำไมไม่ดีเลย" นี่ก็เพราะเราเป็นคนผลักดันให้มันออกไปเอง จึงต้องมารับผลกรรมที่เกิดขึ้น
หลวง ปู่เคยถามบางคนที่มาวัดว่า มาทำไม เขาบอกว่า มาทำบุญเอาดอกมะลิมถวาย เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แม่ เพราะวันนี้วันแม่ หลวงปู่เลยเทศนาไปว่า
"โอ้โห นึกถึงแม่แค่วันนี้วันเดียว นอกนั้นไม่เคยนึกเลย อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน"
หลวง ปู่พูดมาตลอดว่า อย่าคิดว่าวันนี้เป็นวันพ่อ อย่าคิดว่าวันนี้เป็นวันแม่ จงคิดว่าวันพ่อแม่ต้องมีทุกวัน ถ้าคิดว่าวันนี้เป็นวันพ่อ วันนั้นเป็นวันแม่ ก็แสดงว่าที่ผ่านมาน่ะ ไม่เคยดีต่อพ่อแม่เลยใช่มั้ย แล้วอย่างนี้จะมีลูกมาทำอะไร การให้พ่อแม่อบอุ่นแค่วันเดียวใน ๓๖๕ วัน หลวงปู่มองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้าย อยากจะย้ำบอกตรงนี้ว่า
อย่า คิดถึงพ่อเป็นวัน อย่าไหว้แม่เป็นนาที แต่จงคิดถึงพ่อแม่ทุกวัน เวลา นาที เดือน ปี และลมหายใจที่เข้าออก จำไว้ว่าเลือดของเรา เนื้อของเรา กระดูกของเรา ไขมันแห่งเรา ทุกอย่างในร่างกายเรา เป็นของพ่อและแม่ ถ้าคิดได้อย่างนี้ ต้องทำสิ่งดีๆให้กับพ่อแม่ ต้องทำให้พ่อแม่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ เจริญปัญญา และก็เจริญสุข อย่างนี้เรียกว่าลูกกตัญญู
ฉะนั้น ถ้าคิดจะไหว้พ่อคิดจะบูชาแม่ จงไหว้ทุกวัน บูชาทุกวัน แล้วเราก็จะรู้ว่า เรามีความกตัญญูรู้คุณ ผู้ที่มีสัญลักษณ์ของคนดีคือคนกตัญญูรู้คุณคน กตเวทิตา ตอบแทนพระคุณคน เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดจะเป็นคนดีอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง และมีเทพพรหมอารักษ์อภิบาลรักษาอยู่ตลอดเวลานั้น เราก็ต้องทำตนให้เป็นผู้รู้คุณคน และตอบแทนบุญคุณเขา ไม่ใช่ตอบแทนตอนที่เขาตาย ต้องตอบแทนตอนที่เขาอยู่ด้วย ทำดีให้เขาได้ทุกเวลาที่มีโอกาสทำ เอื้ออาทรให้เขาทุกครั้งที่มีโอกาสได้เอื้อ
การ ไปบวชหน้าไฟเพื่อให้พ่อแม่สบายใจน่ะ ทำไมต้องไปบวชตอนนั้น บวชก่อนไฟไม่ได้เหรอ บวชก่อนที่พ่อแม่จะตายได้มั้ย ตอนที่พ่อแม่ตายแล้วเราบวชเนี่ยะมันไม่แย่กว่าเหรอ ถ้าคิดอย่างนี้ เราก็จะรู้ว่า ไอ้หน้าไฟน่ะ มันไม่ได้สำคัญเท่ากับบวชต่อหน้าตอนยังเป็นหรอก ถ้าจ้องที่จะบวชหน้าไฟอย่างเดียว แล้วหน้าน้ำหน้าลมไม่สนใจ ปล่อยให้มันแห้งชะเง้อ อย่างนี้หลวงปู่ไม่สนับสนุน
ชั่ว ชีวิตของหลวงปู่ ไม่เคยทำอะไรที่ไม่เจริญตา ไม่เจริญปัญญา และไม่เจริญใจ ให้กับพ่อแม่เลย ไม่เคยหาเรื่องเดือดร้อนเสียหายมาให้ ไม่เคยแบมือขอสตางค์ หลวงปู่คิดเสมอว่า สองขายืนได้ สองมือทำได้ หนึ่งหัวคิดได้ หนึ่งตัวตั้งมั่น นั่นคือพรอันวิเศษที่พ่อแม่ได้ให้ไว้ คิดอย่างนี้เสมอ นอกจากไม่ทำให้เดือดร้อนแล้ว ก็ยังทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจในวงศ์ตระกูลอีกด้วย ถามว่านี่เป็นการกตัญญูมั้ย หลวงปู่ไม่ใช่คนกตัญญู แต่เป็นคนรู้คุณคน และก็หาวิธีตอบแทนคุณอย่างสูงสุด ไม่ใช่เพียงแค่เลี้ยงเค้าในชาติปัจจุบันเท่านั้น
ฉะนั้น ขอให้พวกเราทุกคน จงมีพ่อแม่ทุกลมหายใจเข้าออก อย่าคิดถึงแต่พ่อแม่เป็นบางครั้งบางคราว บางครู่บางยาม หรือบางเรื่องบางอย่างเท่านั้น

ปริศนาธรรม "นิรรูป"

ปริศนาธรรม "นิรรูป"

ปริศนาธรรม "นิรรูป"
      ที่จริงแล้ว หลวงปู่เป็นคนที่สอนใครยาก เมื่อสอนพระไปแล้วก็จะไม่ลำเอียง  ที่จะสอนลูกหลาน วิชาใดที่หลวงปู่ไม่สอนพระ  หลวงปู่ก็จะไม่สอนชาวบ้านทั่วไป  แต่เมื่อคืนสอนพระไปแล้ว  วันนี้ก็ถือโอกาสมาถ่ายทอดกับลูกหลานว่า...
          "นานมาแล้วที่หลวงปู่ได้ค้นพบว่า เมื่อใดที่  "จิต" นี้  มันเสวยอารมณ์  เมื่อนั้นแหละ สุข ทุกข์ ก็ปรากฏ และเมื่อใดที่สุข ทุกข์ ปรากฏ ชาติ ชรา มรณะ ภพ มันเกิดขึ้น คือ ภพ ชาติ มันเกิดขึ้น  นั่นก็แสดงว่า

          ถ้าจิตนี้ไม่มีอารมณ์ มันก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์
          เมื่อไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ก็ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ไม่มีชรา ไม่มีมรณะ ไม่มีพยาธิ
          และ จิตที่ไม่มีอารมณ์ คือ จิตที่รู้แจ้ง เรียกว่า "จิตพระพุทธะ"
    ทีนี้เรามาดูกันว่า  อารมณ์นี้มันมาทางไหนบ้าง  และมันมีกี่อย่าง มีอะไรบ้าง  ก็เหมือนกับที่หลวงปู่เคยสอนให้ลูกหลานได้รู้ถึงสภาพจิต  ให้ลูกหลานได้รู้อยู่เป็นประจำว่า  อารมณ์แบ่งเป็น หมวดใหญ่ๆ คือ
              -กุศล
              -อกุศล
              -อัพยากฤต คือ เฉยๆ
    เฉยๆ นี่มันมีทั้งกุศล  อกุศล เข้ามาแฝงอยู่ด้วย  อย่างเช่น ขี้เกียจแล้วอยากอยู่เฉยๆ อย่างนี้ เบื่อแล้วอยากอยู่เฉยๆ นี่เค้าจัดอยู่ในส่วน "อัพยากฤตจิต" ฉะนั้นอย่าคิดว่า อัพยากฤต  เป็นคนเฉยๆ เป็นพรหม ไม่ใช่บางทีเฉยๆ เป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว  ก็ไม่ถูกต้อง เป็นส่วนของอกุศล
    ทีนี้เมื่อใดที่อารมณ์นี้มันปรากฏกับจิต ไม่ว่าจะเป็นกุศล เมื่อกุศลมันเกิด ก็ทำให้บุญปรากฏ กุศลเกิดทำให้เราผ่องใส ทีนี้เราก็แช่มชื่น เบิกบานผ่องใส  เป็น "โสมนัสจิต"  แต่เมื่อใดที่อกุศลมันเกิดกับจิต  จิตนี้ มันก็เศร้าหมอง
จิตนี้มันก็ ขุ่นมัว  กระสับกระส่าย กระเสือกกระสน สุข ทุกข์ อะไรก็ตามที  นั่นแหละมันเกิดภพแล้วล่ะลูก มันเกิดชาติแล้ว มันเกิดชรา มันเกิดมรณะ มันเกิดพยาธิ  เราไม่ต้องรอให้ตายก่อนแล้วจึงจะเจอภพ ชาติ เราไม่ต้องรอให้ตายก่อนแล้วจึงจะเจอสวรรค์ จึงจะเจอนรก
    เมื่อใดที่อารมณ์โกรธมันเกิด นรกมันเกิดแล้วลูก  เมื่อใดที่อารมณ์แจ่มใสเบิกบานแช่มชื่นเกิดนั่นแหละ
สวรรค์ มันเกิดขึ้นกับเราแล้วล่ะลูก  แล้วเมื่อใดที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ  รู้แจ้งเห็นจริงแล้ววางเฉย นั่นก็เรียกว่า "เอกคัตตาจิต"  จัดอยู่ในประเภทพวก จิตวางเฉยได้เหมือนกัน ในส่วนที่เป็นกุศล
    เพราะฉะนั้นหน้าที่ของลูกหลานก็คือว่า  ทำอย่างไรให้จิตเราไม่ไปตกอยู่ในอำนาจของอกุศล หรือไม่ต้องเป็นพวกของ
นรก  ไม่ต้องให้นรกมันเกิดขึ้นกับเรา  ไม่ต้องให้ชาติภพแห่งความทุกคติมันเกิดขึ้น  มีแต่ชาติภพแห่งสุขคติภูมิตลอดเวลาที่มีลมหายใจ  มีชีวิต อันนี้ก็ต้องมาพูด มาคุย มาดูกัน
กัน
    หลวงปู่สอนไปแล้วว่าสาเหตุที่จะทำอย่างไรไม่ให้จิตนี้มันเสวยอารมณ์ในทางที่ เป็นอกุศล  ก็คือมีสติเฝ้าระวัง มีปัญญารู้แจ้งชัด  มีสมาธิตั้งมั่น  ถ้าเราไม่ได้ระดับนั้นก็ต้องฝึก เล็กๆ น้อยๆ ไปก่อนลูก  ที่เราฝึกไหว้ ฝึกกราบ ฝึกเคารพผู้ใหญ่ ฝึกมีสัมมาคารวะ ฝึกมีระเบียบวินัย ฝึกมีน้ำใจ ฝึกให้อภัย ฝึกไม่เห็นแก่ตัว เค้าเรียกว่า จัดระเบียบแห่งจิต จนปรากฏเป็นระบบของความคิด และอารมณ์ของตน
    เราก็ถือว่าเราจัดระบบจิตนี้ให้มันเข้าระเบียบ  สายทางแห่งกุศล ค่อยๆ ตอดเล็ก ตอดน้อย สะสมเล็ก สะสมน้อย
จน กระทั่งเค้าเรียกว่า "บารมีธรรม" หรือ "อินทรีย์" ของเรามันแก่กล้า  เมื่อถึงขั้นนั้นเราก็จะมี "สติตั้งมั่น" ไม่ว่าจะสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม  เราก็มองอย่างรู้แจ้งตลอด  ทีนี้มันก็จะกำจัดทั้งส่วนที่เป็นกุศล อกุศล  แม้แต่กุศลก็เป็นข้าศึกของนิพพาน แปลว่า "ดับและเย็น"  เพราะว่าในนิพพาน หรือ สภาวะนิพพาน มันไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล  มันเป็นแค่ความดับเย็น สนิท เฉยรู้แจ้งอย่างผ่อนคลาย
    สภาพของคนเจริญจิตภาวนาด้วยคำว่า "ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์" นั้น ท่านที่รัก ลูกหลาน
ทั้ง หลายรู้ไหมว่า มันมีอารมณ์ใกล้เคียง ก้ำกึ่ง คล้ายคลึงกับสภาวะ "นิพพานแห่งจิต" เพราะว่ามันจะสงบและเย็น  มันเป็นความเย็นที่แช่มชื่นเบิกบาน  เค้าเรียก "โสมนัสจิต" แล้วเมื่อจิตที่แช่มชื่นเบิกบานปรากฏ  เราจะเลือกสวรรค์ชั้นใดอยู่ก็ได้ เลือกพรหมชั้นใดอยู่ก็ได้  อำนาจเรามีที่จะต่อรองเลือกชั้นนั้น ชั้นนี้ได้ นี่หลวงปู่พูดถึงเรื่องจิต ไม่ได้พูดถึงเรื่องมดเท็จโกหก
    ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หลวงปู่อยากให้ลูกหลานได้รับรู้ว่าสิ่งที่สอนไปทั้ง หมดนี้  มันเป็น "ธรรมะสมังคี" ลูก  มันสืบต่อ สืบทอด  ใครที่มาใหม่ๆ ฟังอาจจะยังงง ไม่รู้เรื่อง แต่ว่าที่ผ่านมาหลายเดือน ก่อนที่หลวงปู่จะไปอยู่ภาคใต้นี้  หลวงปู่ได้สอนเรื่องการพัฒนาจิต  วิธีกำหนดรู้จิต วิธีบริหารจัดการจิต  จัดระเบียบของจิตให้มันเป็นหมวดเป็นหมู่ไปแล้ว  ทีนี้ก็มาต่อยอดว่า  ถ้าเรา
ไม่อยากให้ชาติ ภพ ชรา มรณะ มันเกิด  ก็เฝ้าระวังอารมณ์ไม่ให้มันเกิดกับจิต
    อารมณ์ที่เป็นอกุศลอย่างเดียวก่อน  ถ้าเราเชื่อเรื่องคำสอน หัวใจสำคัญของพระพุทธเจ้า 3 อย่างที่พระพุทธเจ้า
ทรงสอนว่า
    "สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง"    การไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ให้อกุศลมันเกิดกับจิต
    "กุสะละสูปสัมปะทา"                  การทำกุศลให้ถึงพร้อม
    "สะจิตตะปะริโยทะปะนัง"          การทำจิตของตน หรือใจของตนให้ผ่องแผ้ว ผ่องใส
    ผ่องแผ้ว ผ่องใสได้เมื่อเรามีความเพียร มีปัญญา มีความสามารถที่จะระวังอารมณ์ต่างๆ ที่จะเข้ามา ตาเห็นรูป
หู ฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส  และอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมา... หลวงปู่ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เรื่อง "นครกาย" เรื่อง "อิริยาบถสะอาด" ...
    อยากบอกลูกหลานว่า  เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วที่หลวงปู่ได้ค้นพบว่า

          "เมื่อใดที่อารมณ์เกิดขึ้นกับจิต เมื่อนั้น
ชาติภพ ก็ปรากฏ  สุข ทุกข์ ก็เกิด  ชรา มรณะ พยาธิ ก็ทีตามมา 
          แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตนี้ไม่มีอารมณ์ใดๆ ว่างสงบนิ่งชาติภพไม่เกิด ชรามรณะ พยาธิ ก็ไม่อุบัติ ทุกอย่างก้เป็นเสรีภาพ เป็นไท ผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย เป็นสุข."